หนังใหม่ Boyhood บันทึกชีวิตเป็นหนัง

หนังออนไลน์

หนังอย่าง Boyhood นั้นบอกเล่าเรื่องราว หนังใหม่ ของชีวิตครอบครัว ครอบครัวหนึ่งและมีตัวละครเอกของเรื่องคือ “ เมสัน ” เด็กชายผู้แสดงให้เห็นถึงความเติบโตจากวัยเด็ก ก้าวไปสู่วัยผู้ใหญ่อย่างค่อยเป็นค่อย ๆ ไป ความกล้าบ้าบิ่นของตัวผู้กำกับอย่าง ริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์ ถือได้ว่าเลือกจะถ่ายทำหนังแบบเสี่ยงตายสุด ๆ ในการตัดสินใจเลือกใช้นักแสดงกลุ่มเดิมตลอดช่วงเวลา 12 ปีตลอดการถ่ายทำ ตัวหนังในเรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวผ่านชีวิตสมมติของ เมสัน ( เอลลาร์ โคลเทรน ) เด็กชายวัย 6 ขวบ ซึ่งเหตุการณ์ต่อเนื่องในช่วงเวลา 10 ปีต่อจากนี้ชีวิตของเขาจะผลิกผลันอยู่ตลอดเวลา ชีวิตของเมสันนั้นจะผ่านช่วงเวลาที่ดีและร้ายคละเคล้าปะปนกันไป เขาต้องเผชิญหน้ากับความแตกแยกของครอบครัว การแต่งงานใหม่ ย้ายโรงเรียน และเหตุการณ์ต่าง ๆ นานา ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กคนนี้ไปในทิศทางที่ไม่อาจจะคาดเดาได้เลย 

เหตุผลที่ตัว ริชาร์ด ลิงค์ลเตอร์ เลือกจะสร้างหนังที่มีความยาวในการถ่ายทำถึง 12 ปีนี้ก็เพื่อที่ว่าเขาอยากจะสร้างหนังที่สามารถเล่าอารมณ์ส่วนตัวออกมา และเล่าประสบการณ์ที่ยากจะอธิบายในวัยเด็ก ซึ่งเรื่องราวในวัยเด็กมีความกว้างขวางมากมายเต็มไปหมด นึกถึง Daniel Radcliff ที่เติบโตไปพร้อม ๆ กับบท Harry Potter ร่วมสิบปีโดยที่มีแนวโน้มพัฒนาการความสูงและหน้าตาไปทางเดียวกันกับ Ellar Coltrane ซึ่งกายภาพของทั้งคู่ช่วยเสริมแง่มุมให้ตัวละครมาก ๆ อย่าง Harry Potter สำหรับเรามันน่าเอาใจช่วยมากกว่าจะให้โตมาหล่อเหลาในแบบที่สาว ๆ กรี๊ดกร๊าดกัน และ Ellar Coltrane ใน Boyhood ที่ถึงแม้ตัวละครในเรื่องไม่ได้ถึงขั้นเปลี่ยนไปมากมาย อย่างเช่น ความเชื่อศาสนา อุดมคติทางการเมือง หรือรสนิยมทางเพศ ซึ่งพอ Ellar Coltrane ไม่ได้โตมาด้วยรูปลักษณ์เพียงพอจะให้เป็นหนุ่มหล่อล่ำนักกีฬาแบบพิมพ์นิยม มันก็ทำให้เกิดตัวละครที่มีมิติไม่ธรรมดา โดยไม่ต้องปรุงแต่งมากมายซึ่งน่าสนใจไปอีกแบบ

หนังออนไลน์

นักแสดงทุกคนในเรื่องเติบโตไปพร้อมตัวละครตลอดระยะเวลา 12 ปี ของเรื่องราวในหนังที่เดินตามเวลาการถ่ายทำตั้งแต่ต้นจนจบ พอใช้วิธีนี้การเติบโตของตัวละครในหนังมันสมจริงมากขึ้น มันมีเสน่ห์ให้ติดตามทั้งโดยเฉพาะพัฒนาการรูปลักษณ์ภายนอกรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัน จากการเติบโตของความรู้สึกนึกคิดทัศนคติและรสนิยมภายใน ที่ก่อให้เกิดอุปสรรคชีวิตความขัดแย้งการตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่ก้าวผ่านไปทีละน้อย ได้เห็นการเติบโตที่ละเอียดอ่อนเพียงพอที่จะทำให้เรานึกย้อนอดีตชีวิตครอบครัว ความรักและมิตรภาพทั้งดีงามและเลวร้ายตามไปพร้อม ๆ กับตัวละครได้ ขนาดเราไม่ได้รู้จักวัฒนธรรมอเมริกาดีพอก็ยังรู้สึกเชื่อมโยงได้มาก ๆ จากลูกเล่นระลึกอดีตที่มาในรูปแบบของสื่อบันเทิงต่าง ๆ ทั้งเพลง การ์ตูน หนังสือ คลิปวิดีโอ โซเชียลมีเดีย

การดำเนินเรื่องราวของหนังควบคู่ไปกับชีวิตจริง

นักแสดงกลายเป็นเมจิกขับเคลื่อนทุกอย่างให้มีชีวิต ด้วยเสน่ห์จากวิธีการที่ยังไม่มีใครเคยทำช่วยสร้างมิติการรับรู้ใหม่ที่ยังไม่เคยมีหนังเรื่องไหนไปถึง หรืออย่างน้อยส่วนตัวเรายังไม่เคยได้เห็นวิธีการเล่าด้วยนักแสดงแบบนี้ ให้ความรู้สึกคล้ายว่าเรากำลังเฝ้ามองเพื่อนบ้านเพื่อทำความรู้จักและเรียนรู้เรื่องราวการเติบโตของคนที่มีตัวตนจริง ๆ เรื่องราวมันเข้าถึงเราแบบไม่ต้องพยายามรบเร้าให้รู้สึกเศร้าหรือสุขเกินไป แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามชีวิตปกติมากที่สุด

ชอบการเล่าความเปลี่ยนแปลงของแต่ละตัวละคร ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตแตกต่างกันไป กระทั่ง พ่อ แม่ ลูก คนในครอบครัว ดูหนัง เดียวกัน แม่ที่จริงจังกับชีวิต พ่อที่เคยขาดความรับผิดชอบ ปล่อยวางชีวิตก็ได้มีความสุขกับภรรยาใหม่ ครอบครัวธรรมดา ๆ ครอบครัวหนึ่ง ไปพร้อมกับตัวละครในสังคมแวดล้อมที่เหมือนจะดีแต่ก็ร้าย เหมือนจะร้ายแต่ก็มีเรื่องดี ก่อนที่จะเลวร้ายอีกครั้ง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องเรียนรู้ที่จะจริงจังเอาใจใส่ซึ่งมีบ้างที่ต้องปล่อยวาง และต้องดิ้นรนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุดอย่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ 

คิดว่าผู้กำกับก็ต้องมีแผนหนึ่งแผนสองตลอดการถ่ายทำ เพื่อที่จะทำให้พลิ้วไหวไหลลื่นไปได้ เผื่อนักแสดงเกิดอุบัติเหตุล้มหายตายจากหรือเปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดคิด ส่วนสนุกอย่างหนึ่งคือการคาดเดาพัฒนาการความเป็นไปของตัวละครนี่แหละ ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน มีนักแสดงตายแล้วจะจัดการยังไงบ้าง และพอมีเงื่อนไขที่ต้องใช้นักแสดงคนเดิมมันก็ไม่ใช่แค่นักแสดงต้องเปลี่ยนตามตัวละครในหนัง แต่ตัวละครในหนังก็ต้องเปลี่ยนไปตามนักแสดง ซึ่งทำให้เกิดเสน่ห์ความกลมกลืนเป็นธรรมชาติ  ทำให้มองมุมกลับย้อนเห็นรายละเอียดของชีวิตตัวละคร ที่เชื่อมโยงโลกความเป็นจริงคือชีวิตของนักแสดงได้มากขึ้น ในหนังส่วนใหญ่มักจะเห็นตัวละครหล่อสวยหรืออย่างน้อยก็น่ารักน่ามอง ทั้งตอนเด็กและตอนโต กระทั้งตอนแก่ แต่การเติบโตของนักแสดงเรื่องนี้ ตั้งแต่ตัวหลักไปจนถึงตัวประกอบ มันถูกบังคับให้ปรากฏในหนังไม่ว่ารูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด จากตอนเด็กน่ารักสดใส พอโตขึ้นเดี๋ยวมีมุมหล่อบ้าง เดี๋ยวหน้าใส เดี๋ยวหน้าสิวบ้าง สำหรับเรามันเป็นสิวในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ที่จริงใจที่สุด 

ทุกเรื่องราวในช่วงวัยที่ผันผ่าน ได้หวนคืนสู่ความทรงจำ

สิ่งที่งดงามที่สุดในหนังเรื่องนี้คือความเรียบง่ายของเรื่องราวที่มีพล็อตเพียงบางเบา แล้วให้เวลาเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน ฉายภาพบันทึกเหตุการณ์เด็กชายที่ค่อย ๆ เติบโตเป็นเด็กหนุ่ม กับครอบครัวเล็ก ๆ แม่ พี่สาว และพ่อผู้ห่างไกล ครอบครัว ที่สถานภาพระหกระเหินไปตามเงื่อนไขต่าง ๆ การเดินทางของเหล่าตัวละครที่ไต่ระยะไปพร้อมเส้นเวลาที่หนังละเอียดอ่อนกับมันเหลือเกิน น่าจะเป็นสิ่งที่ใครหลายคนซึมซับได้ไม่มากก็น้อยจากหนังเรื่องนี้

ความพิเศษของ หนังออนไลน์ เรื่องนี้มีมาตั้งแต่เบื้องหลังของหนังเองที่มีไอเดียทะเยอทะยานด้วยการใช้นักแสดงหน้าเดิมตลอดระยะเวลา 12 ปีที่เกิดขึ้นจริงในหนัง และนี่คือสิ่งที่ผู้กำกับหยิบเอาความพิเศษตรงนี้มาใช้ได้อย่างมีคุณค่ามาก เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละครที่เติบโตขึ้นหรือโรยราลงไป 12 ปีได้อย่างละเอียด เด็กๆ ที่ค่อยๆ เติบโตทั้งทางกายภาพ และวุฒิภาวะ เช่นเดียวกับตัวละครผู้ใหญ่ที่เราได้เห็นพวกเขาแก่ตัวลงไป โดยที่หนังไม่ระบุวันเวลาของเปลี่ยนผ่านให้เห็นชัดๆ ทำให้การเปลี่ยนแปลงของตัวละครเหล่านี้ช่างกลมกลืนราบรื่นเป็นธรรมชาติราวกับพวกเขาคือคนใกล้ตัวเราที่ผ่านการเปลี่ยนช่วงเวลาก้อนใหญ่ไปด้วยกันอย่างยาวนาน ผลคือความผูกพันที่งดงามของเรากับตัวละครเหล่านั้น

นอกจากนี้หนังยังเต็มไปด้วยบันทึกเหตุการณ์จริง ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมตลอดระยะเวลา 12 ปีของการถ่ายทำ ตั้งแต่พัฒนาการของเครื่องเล่นเกมส์ของเด็กผู้ชาย ปรากฏการณ์เด็ก ๆ แห่เข้าคิวซื้อหนังสือ แฮรรี่ พอตเตอร์ อัลบั้มเพลง การเลือกตั้ง น่าจะเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับคนรุ่นที่มีความทรงจำร่วมสมัยกับเหล่าตัวละครอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะวัยรุ่นอเมริกันเหล่านี้ ล้วนช่วยเติมเต็มความเป็น Boyhood ของหนังให้ใกล้ชิดกับคนดูมากยิ่งขึ้น และยืนยันถึงความเป็นหนังบันทึกเวลาที่ยาวนานที่สุดเรื่องหนึ่งในตัวของมันเอง ถ้าจะเปรียบเทียบกับหนังทั่วไป สำหรับ Boyhood ความเป็นภาพยนตร์ในแง่ของเทคนิค พล็อต ลายเซ็นผู้กำกับ หรือเทคนิคภาพยนตร์ต่างๆ นานา ถูกซ่อนไว้เบื้องหลังเท่านั้น เพราะหนังนำเสนอภาพชีวิตและช่วงเวลาเป็นตัวขับเคลื่อนหนัง เค้าหน้า รูปร่าง ความคิด ทัศนคติ ไปจนถึงสถานภาพที่เปลี่ยนไปของตัวละคร มีส่วนในการเล่าเรื่องสูงมาก การปรุงแต่งทางเทคนิคภาพยนตร์เพียงเล็กน้อยเป็นเอาท์ไลน์กว้างๆ ทำให้หนังฉายภาพชีวิตให้เราสัมผัสได้ราวกับตัวละครเหล่านั้นมีชีวิตจริงๆ 

ท้ายที่สุดแล้ว Boyhood อาจจะไม่ได้อยู่ในฐานะของหนังเล่าเรื่องที่คนดูทั่วไปคุ้ยเคย หรือบทสรุปที่เด็ดขาดรวบยอด แต่ถ้าลองเปิดใจและซึมซับหนังในแบบที่มันเป็นและพยายามจะถ่ายทอด เชื่อว่าจะสัมผัสความงดงามของหนังที่ละเอียดอ่อนที่สุดเรื่องหนึ่ง การได้ติดตามดูชีวิตที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ทำให้สะท้อนถึงความนึกคิดที่ย้อนกลับไปในวันวานของชีวิตเราแต่ละคนได้ จบไปแล้วกับการรีวิวหนัง Boyhood อย่าลืมติดตามการรีวิวหนังและดูหนังดราม่าใหม่ ๆ ได้ที่ “—-”

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *